moving-motivators-radarเกมส์นี้วิธีการเล่นคล้ายกับ Moving Motivator Card ครับ เข้าไปดูวัตถุประสงค์ในการเล่นอันเดียวกันได้

การเตรียมตัว

1.ปริ้นท์ Moving motivator board สำหรับผู้เล่นทุกคนในทีม (รวมถึงตัวผู้นำกิจกรรมด้วย) ทั้งด้านหน้าด้านหลัง, ปากกา (สีสวยๆ) และขนมเช่นลูกอมหรือป๊อกกี้

2.เตรียมพื้นที่ให้เพียงพอสำหรับการวาง Moving motivator board ของแต่ละคนในที่เดียวกัน

3.ลองเล่นเกมส์นี้ในจินตนาการของคุณเอง แล้วลองคำนวณดูว่ามันน่าจะใช้เวลาประมาณเท่าไหร่

 

วิธีการเล่น

1.ให้ทุกคนอ่านทำความเข้าใจแรงกระตุ้นทั้ง 10 อย่าง (ด้านหลังบอร์ด) ถามตอบข้อสงสัยที่ยังไม่ชัดเจน (15นาที)

2.ให้ทุกคนเขียนชื่อและให้คะแนนแรงกระตุ้นของตัวเองลงในบอร์ด หากรู้สึกว่าแรงกระตุ้นตัวใดที่ตรงใจตัวเองมากที่สุดก็จุดไปที่วงนอกที่สุด แรงกระตุ้นตัวใดตรงใจน้อยที่สุดก็จุดไปที่วงในที่สุด ลากเส้นเชื่อมระหว่างจุดต่างๆ จากนั้นระบายสีพื้นที่ตรงกลาง ระหว่างนี้ผู้นำกิจกรรมเดินไปรอบๆ สำรวจพลังงานของแต่ละคน (15นาที)

3.แจกลูกอมหรือป๊อกกี้ให้แต่ละคน แต่ห้ามกิน

4.ให้แต่ละคนอธิบาย Moving motivator board ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ให้แต่ละคนได้เล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวกับแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุด (และตัวอื่นๆหากมีเวลาพอ) ของตัวเอง อนุญาตให้คนอื่นๆได้ลุกขึ้นมาดู Moving motivator ของคนที่กำลังอธิบายอยู่ เพื่อสร้างความรู้สึกกระตือรือร้นและหลีกเลี่ยงสภาวะพลังงานตกจากการนั่งนานๆ

5.เมื่อแชร์ประสบการณ์จบ จะเป็นช่วงขอบคุณและชื่นชม หากใครประทับใจเรื่องราวที่แชร์ออกมา ก็ให้ส่งขนมให้คนๆนั้นกับมือของตัวเอง (แนะนำว่าต้องกินทันที)

6.ผู้นำกิจกรรมอาจจะถ่ายรูปหรือจดคะแนน Moving motivator ของแต่ละคนไว้เพื่อเก็บผลไว้ใช้ในอนาคต (5-10นาทีต่อคน)

7.ให้แต่ละคนแชร์ประสบการณ์จากการเล่นเกมส์นี้ ดูว่าพวกเขาเห็นอะไร รู้สึกอะไร และได้เรียนรู้อะไร สังเกตพลังงานของทีมที่เกิดขึ้น

8.อธิบายกับทุกคนว่าคุณจะเป็นคนรวบรวมผล และส่งผลสรุปให้ทุกๆคน

ผมขอแนะนำให้คุณถ่ายรูปเกมส์ๆนี้ระหว่างที่จัดกิจกรรม และส่งรูปเหล่านี้แนบไปพร้อมกับผลลัพธ์เพื่อทีมของคุณจะได้จำบรรยากาศที่เกิดขึ้นได้

 

หลังจากจบกิจกรรม

ให้นำคะแนนของแต่ละคนมาสร้างเป็น spreadsheet

movingmotivatorssheet

1.คำนวณค่าเฉลี่ยของคะแนนในแต่ละแรงกระตุ้นออกมา (คุณก็จะสามารถดูแนวโน้มได้ว่า ทีมๆนี้ถูกกระตุ้นด้วยอะไร) รวมทั้งดูความแตกต่างของคนในทีม

2.นำมาดูว่างานสำคัญที่ต้องทำนั้น เป็นแรงกระตุ้นให้คนในทีมทำงานด้วยหรือไม่

3.หากมีหลายทีม คุณสามารถนำผลลัพธ์ของแต่ละทีมเพื่อมาดูภาพรวมของทีมทั้งหมด

4.คุณสามารถจัดกิจกรรมซ้ำอีกครั้งได้เมื่อเวลาผ่านไป และเก็บข้อมูลว่าทีมนั้นเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

 


**คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับ motivator แต่ละตัว

CHAMPFROGS MOTIVATORS model

1.ความใคร่รู้(Curiosity)

ความใคร่รู้คือความสนุกจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การเข้าใจว่าสิ่งต่างๆรอบตัวนั้นทำงานอย่างไร  มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่มีความสงสัยใคร่รู้อยู่ในสัญชาตญาณ การคิดค้นและสำรวจสิ่งใหม่ๆนั้นฝังอยู่ใน DNA ของเราทุกคนครับ พนักงานที่มีความใคร่รู้นั้นจะพยายามเรียนรู้เรื่องใหม่ๆตลอดเวลา แม้พวกเขาอาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรเลยก็ตาม  ความรู้ที่พวกเขาได้คือผลตอบแทนที่ดีที่สุดอยู่แล้ว

 

2.ความมีเกียรติ(Honor)

องค์กรด้านศาสนาและการทหารนั้นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสำหรับความมีเกียรติของตัวเอง ความมีเกียรตินั้นหมายถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันใดสถาบันหนึ่ง และการปรับพฤติกรรมของเราเพื่อให้เข้ากับคุณธรรมที่เป็นแก่นของสถาบันนั้น ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความเอื้อเฟื้อ ฯลฯ อะไรคือสิ่งที่คุณให้ค่ากับมัน อะไรที่ทำให้คุณยอมที่จะลำบากเพื่อรักษาสิ่งๆนั้นไว้ นั่นแหละ คือความมีเกียรติ

 

3.การยอมรับ(Acceptance)

เราทุกคนต่างต้องการการยอมรับจากคนอื่นๆ ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เราต้องการให้คนอื่นๆเห็นค่าในสิ่งที่เราทำ ชื่นชมในสิ่งที่เราเป็น  ในองค์กรที่ขาดการยอมรับซึ่งกันและกันนั้นจะทำให้องค์กรนั้นเป็นองค์กรที่แห้งแล้ง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

 

4.ความเชี่ยวชาญ(Mastery)

ความเชี่ยวชาญนั้นหมายถึงการทำงานที่ท้าทายกับความสามารถของตัวเอง คนหลายคนนั้นอาจจะมีความสุขดีกับการทำงานง่ายๆ และได้เงินเดือนดีๆ แต่หลายคนก็ต้องการความรู้สึกท้าทายในชีวิตการทำงาน เพื่อที่เขาจะได้ขัดเกลาทักษะของตัวเองให้เฉียบคมยิ่งขึ้น

 

5.อำนาจ(Power)

อำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการที่ต้องทำตัวกร่างหรือไปข่มขู่ผู้อื่น อำนาจในที่นี้หมายถึงการที่เราจะสามารถมีอิทธิพลเพื่อที่จะโน้มน้าวให้คนอื่นๆทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดีได้ ยกตัวอย่าง องค์ดาไลลามะ ท่านไม่เคยทำตัวกร่างหรือไปข่มขู่ใคร แต่ท่านสามารถทำให้คนผู้คนนับล้านได้บำเพ็ญตัวเอง นี่แหละ! อำนาจที่แท้จริง

 

6.มีอิสระ(Freedom)

คนที่มีแรงกระตุ้นที่จะมีอิสระนั้นมักจะไม่ชอบการต้องพึ่งพาคนอื่น เขาต้องการที่จะตัดสินใจที่จะทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีใครมาบังคับ พวกเขาไม่ต้องการที่จะขอความช่วยเหลือเพื่อให้งานเสร็จและมักพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ความคิดที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นน่ะหรอ มันแทบจะไม่เคยอยู่ในหัวของเขาเลย!

 

7.ความสัมพันธ์(Relatedness)

คนมากมายที่มีชีวิตอยู่ได้เพราะการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นๆ พวกเขาต้องการครอบครัวหรือเพื่อนที่จะพูดคุยหยอกล้อและมีช่วงเวลาดีๆด้วยกัน แต่เราก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าทุกคนที่เข้าสังคมนั้นจะต้องมีแรงกระตุ้นจากความสัมพันธ์ หลายคนที่พูดคุยจิ๊จ๊ะกับคนนู้นคนนี้ก็เพื่อรักษาฐานะทางสังคมของตัวเองไว้ คนเหล่านั้นน่าจะมีแรงกระตุ้นจากอำนาจ(power)หรือสถานะ(status)มากกว่า สำหรับคนที่มีแรงกระตุ้นจากความสัมพันธ์จริงๆนั้น พวกเขาชอบที่จะเข้าสังคม เพราะเขาไม่ต้องการที่จะอยู่คนเดียวต่างหาก

 

8.ความแน่นอน(Order)

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการความแน่นอน ความมั่นคง ความชัดเจน ถึงแม้ว่ามันจะยากจะเกิดขึ้นได้ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว  แต่มีคนมากมายที่อยากได้เงินเดือนที่แน่นอน อยากจะรู้ชัดเจนว่าคนอื่นๆคาดหวังว่าเขาต้องทำอะไร  อยากจะมีกฏระเบียบที่ชี้ชัดให้ทุกคนปฏิบัติในทางเดียวกัน

 

9.เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่(Goal)

องค์กรการกุศลต่างๆนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของการมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาไม่ได้มีจุดประสงค์ต้องการให้ตัวเองได้กำไรมากที่สุด แต่พวกเขาพวกเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น  คนหลายคนก็เป็นเช่นนั้น พวกเขายินดีที่จะได้เงินน้อยลง ทำงานลำบากมากขึ้น หากงานที่เขาทำนั้นมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ตัวของเขาเอง

 

10.สถานะ(Status)

สถานะในทางหนึ่งก็อาจหมายถึงการมีตำแหน่งสูงๆ มีรถประจำตัว มีเลขาหน้าห้อง หรือมีถ้วยรางวัลการันตีมากมาย แต่ในอีกทางหนึ่งสถานะทางสังคมนั้นก็อาจมีได้โดยไม่จำเป็นสิ่งเหล่านี้ มีคนมากมายเข้าไปเช็ค Klout score ทุกๆวัน เพื่อดูว่าสถานะความนิยมใน social network ของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ พวกเขาพยายามจะสร้าง content ในโลกโซเชียลที่มีประโยชน์กับคนอื่นๆ เพื่อให้สถานะความนิยมของเขาสูงขึ้น