management30

เปิดเว็บมาสักพักแต่ยังไม่เคยเขียนอธิบายเกี่ยวกับ Management 3.0 เลย  เชื่อว่าหลายคนยังคงสงสัยว่ามันคืออะไร แล้วมี 3.0 มันมี 2.0 กับ 1.0 รึเปล่า หรือว่าจะแค่แต่งขึ้นมาเท่ๆตามกระแส?

Management 3.0 นั้นกำเนิดมาจาก Jurgen Apello ที่ทำงานด้านเกี่ยวกับด้านsoftwareและagileมาหลายปี แล้วก็พบว่า Management ที่มีอยู่นั้นมันแปร่งๆ จะดีก็เหมือนดีไม่สุดยังไงชอบกล เขาจึงออกศึกษาศาสตร์หลายศาสตร์จนได้มาพบกับ Complexity theory ซึ่งเป็นศาสตร์ด้านชีววิทยา(แต่ก็มีการเอาไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์อีกหลายด้าน) และได้ไอเดียว่า นี่แหละ วิธี Management ที่มันควรจะเป็น

ก่อนจะเล่าถึง Management 3.0 ผมอยากจะขอเล่าถึง Management 1.0 หรือ 2.0 ว่ามันคืออะไรก่อน

สำหรับ Management 1.0  ผมคิดว่าเป็น Management ที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี มันเป็น Management ที่เราเห็นได้ในธุรกิจส่วนใหญ่ในไทย ระบบ Management นี้มองคนเป็นเหมือนต้นทุนบริษัทอย่างหนึ่งที่ต้องพยายามจำกัดไว้ให้ต่ำที่สุด และจัดการกับคนเหมือนเป็นเครื่องจักรชิ้นหนึ่ง คือพยายามทำให้คนทำงานได้เหมือนกันหมด และเมื่อทำไม่ได้ก็เปลี่ยนและเอาคนใหม่มาใส่แทน  งานในลักษณะของ Management 1.0 จึงเป็นงานที่เป็น routine ซ้ำๆ ไม่ต้องการความสร้างสรรค์ ไม่ต้องการอะไรแปลกใหม่ ฉันสั่งให้เธอทำอะไรก็ต้องทำอย่างนั้น  และถ้าเธอทำไม่ได้ก็จงออกไปจากที่นี่เสีย

ถึงแม้มันจะฟังดูแย่เอามากๆ (ซึ่งมันก็แย่จริงๆนั่นแหละ) แต่ที่มันเกิดขึ้นมาก็เพราะว่าครั้งหนึ่งมันเคยใช้งานได้ดีมาก  เพราะในสมัยก่อนความรู้นั้นเป็นสิ่งที่หายาก จำกัดอยู่ในวงแคบๆ  คนรู้มากมีน้อย คนรู้น้อยมีมาก การจะทำงานให้มีประสิทธิภาพได้จึงต้องการคนรู้มากมาคุมคนรู้น้อย มันจึงสร้างระบบการทำงานแบบลำดับขั้น(hierachy)ขึ้นมาฝังอยู่ในมโนสำนึกของเรา

ครับ ผมเชื่อว่า คุณอ่านดูก็รู้แล้วล่ะ ว่ายุคนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เราเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลความรู้เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายมาก ใครๆก็มีความรู้ได้  ยุคนี้แทบจะหาคนที่ไม่รู้หนังสือนี่ไม่มีแล้ว ปริญญาตรีเป็นขั้นต่ำ ปริญญาโทเดินชนกันให้ขวั่ก เราจึงมาถึงยุคของ Management 2.0

ยุค Management 2.0 นั้นเกิดขึ้นมาเนื่องจากลักษณะงานที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นเปลี่ยนไป งานแรงงานส่วนใหญ่ถูกทดแทนได้ด้วยเครื่องจักร  งานที่ต้องใช้คนนั้นจึงกลายเป็นงานที่ต้องอาศัยไอเดียความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น คนจึงสำคัญมากขึ้น จากถูกมองว่าเป็นต้นทุนก็กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดแทน  ยุค Management 2.0 จึงพยายามทำให้คนมีความสุขมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยสวัสดิการ วิธีการทำงาน หรือการประเมินผลงาน ฯลฯ  เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร พยายามส่งพนักงานไปอบรมทั้ง hard skill,soft skill หาโค้ช ที่ปรึกษาต่างๆเข้ามาทำให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้น

แต่…

มันก็ยังไม่เวิร์คครับ

คนยังคงมีปัญหามากมาย  งานยังมีปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ที่ควรจะเกิดขึ้นกลับไม่เกิดทั้งๆที่คนในองค์กรนั้นก็มีความรู้แน่นปั๊ก เป็นปัญหาจนผู้บริหารหลายคนก็รู้สึกว่า “กูจะต้องทำอะไรอีกเนี่ยยย!” และหลายคนก็อยากกลับไปยุค 1.0 ที่ทุกคนทำตามคำสั่งอย่างง่ายดาย (จริงๆก็มีเหตุผลของมันนะว่าทำไม ยุค 1.0 คนถึงยอมทำตามอย่างง่ายดาย ในขณะที่ยุค 2.0 คนกลับกระด้างกระเดื่องมากขึ้น)

และนั่นทำให้เกิด Management 3.0 ขึ้นมาครับ

สิ่งที่ Jurgen เห็นว่า Management 2.0 มีปัญหา นั่นคือการที่ Management 2.0 นั้นยังมีระบบลำดับขั้นหรือ Hierachy อยู่  และจากทฤษฎี Complexity Theory แล้ว Hierachy นี้เป็นสิ่งที่ปิดกั้นไม่ให้องค์กรทำงานได้ดี

ทฤษฎี Complexity Theory นั้นเชื่อว่าการที่มี Hierachy ที่คนหนึ่งสามารถควบคุมสั่งการอีกคนหนึ่งได้จะทำให้ ระบบนั้นเทอะทะ ปรับตัวได้ช้า  เช่น พยาบาลมีปัญหาในการทำงานกับคนไข้ แต่ไม่สามารถจะปรับระบบการทำงานด้วยตัวเองได้ ต้องรอคำสั่งจาก ผอ.รพ.ถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ แล้วก่อนจะส่งเรื่องถึงผอ.ได้ก็จะต้องส่งเรื่องผ่านหัวหน้าหน่วย หัวหน้าพยาบาล ก่อน แล้วกว่าผอ.จะสั่งการลงมาก็ต้องผ่านคนกลางอีก กว่าจะเปลี่ยนแปลงได้คนไข้ก็ตายก่อนพอดี เพราะฉะนั้นองค์กรที่จะไปได้ดีคือองค์กรที่ไม่มี Hierachy หรือไม่มีหัวหน้านั่นเอง

แต่…

อ๊ะ! ผมรู้ครับ คุณจะแต่อะไร

จะรู้ได้ยังไงว่าพยาบาลตัดสินใจถูก ถ้าเขาไม่มีคนที่มีประสบการณ์คอยกำกับดูอีกชั้นหนึ่ง ถ้าเกิดเขาคิดผิดล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น…?

Complexity Theory ไม่มีคำตอบครับ!

ทำไมไม่มีคำตอบล่ะ?

เพราะ Complexity Theory เชื่อว่าการทำผิดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการวิวัฒนาการ และเราก็ต้องยอมให้ผิด เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้และเก่งขึ้นครับ  คล้ายๆการขับรถที่ต่อให้คุณจะสอนทฤษฎีการขับรถเก่งแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถทำให้คนๆขับรถเป็นโดยที่ไม่เคยขับได้ทันที และการที่คนๆนึงจะขับรถเป็นได้ มันก็อาจจะต้องแลกมาด้วยกันชนบุบ สีข้างถลอก ฯลฯ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว  ความผิดพลาดนั้นก็เป็นเหมือนเงินลงทุนที่เราจะต้องเสียไปก่อน ก่อนที่จะได้กำไรกลับมา และแน่นอนครับ ก็เหมือนการลงทุน บางครั้งเราก็อาจจะไม่ได้กำไร

 

แต่สิ่งที่เราทำได้คือการควบคุมความเสียหายครับ ให้คนได้ทดลองทำและตัดสินใจสิ่งต่างๆด้วยตัวเองใน scope ที่คุณยอมรับความเสียหายได้  เท่านี้เขาก็จะได้เรียนรู้มากขึ้น ครั้งต่อไปคุณก็เพิ่ม scope มากขึ้นๆ จนวันหนึ่งเขาก็จะมีทักษะพอที่จะจัดการเรื่องต่างๆแทนคุณได้

เมื่อทำได้แบบนี้ องค์กรของคุณก็จะมีความยืดหยุ่นสูงมาก การตัดสินใจต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อะไรที่ใช้ไม่ได้ผลก็ตัดทิ้งไป อะไรที่ใช้ได้ก็คงอยู่

คุณคงรู้ดีครับว่า โลกตอนนี้เปลี่ยนเร็วมาก และองค์กรที่ปรับตัวเก่งเท่านั้นแหละที่จะอยู่รอดในสภาวะที่เปลี่ยนไปมารวดเร็วแบบนี้ได้
ถ้าอ่านจบแล้วผมขออนุญาต ช่วยทำ survey นะครับ ผมอยากรู้จักคุณกับองค์กรของคุณมากขึ้น เพื่อจะได้เอาเรื่องราวดีๆที่เหมาะกับคุณมาเสิร์ฟคุณได้ต่อครับ

คลิ๊กทำ Survey