team-386673_640วันนี้

ครั้งนี้มารีวิวหนังสือครับ ชื่อหนังสือก็ตามนี้เลย Why motivating people doesn’t work? …and What does? (ทำไมเราถึงสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานไม่ได้ผล? …แล้วต้องทำไงถึงจะได้ผล) แต่งโดย Susan Fowler

เคยมั้ยครับที่คุณเคยเจอลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ที่คุณรู้สึกว่า ไอ้หมอนี่ มันขี้เกียจจัง ทำไมมันถึงทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ทำไมมันทำงานได้อย่างไรัพลังซะเหลือเกิน

และคงมีหลายครั้งที่คุณอยากให้คนเหล่านี้กลับมาทำงานอีกครั้ง ไม่ใช่ทำแบบสั่วๆไปวันๆ แต่ทำแบบทรงพลัง และตั้งใจทำมันจริงๆ

แต่คุณทำไม่ได้…

หนังสือเล่มนี้ให้คำตอบกับคุณว่า ทำไมคุณถึงทำไม่ได้

หนังสือได้บอกเรื่องราวเกี่ยวกับ ความเข้าใจผิดของคนกับ motivation หลายๆอย่างด้วยกัน (โปรดไม่ต้องตกใจว่าทำไมเราถึงเข้าใจผิด เพราะ ทั้งชีวิต ที่พ่อแม่เลี้ยงพวกเรามา ครูที่สอนเรามา หัวหน้าที่ทำงานกับเรานั้น ก็เข้าใจผิด และใช้วิธีผิดๆกับเราทั้งหมด) ซึ่งความเข้าใจผิดนั้น นำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาแบบผิดๆ และผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ

ความเข้าใจผิดข้อที่ 1 เกี่ยวกับ motivation
คนเราถูก motivate ด้วยลาภ ยศ ชื่อเสียงและการจะให้คนทำอะไรนั้น เราต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาล่อ หรือไม่ก็เราต้องลงโทษคนเหล่านั้น หากไม่ทำตามที่เราต้องการ และถ้าเราไม่มีรางวัลมาล่อ หรือบทลงโทษเหล่านี้ คนจะไม่ทำอะไรเลย

แต่จริงๆแล้ว เราถูก motivate ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน และนำมาซึ่งการกระทำของเราที่แตกต่างกัน ในหนังสือได้อธิบายไว้ว่า เรามีเหตุผลด้าน motivation แตกต่างกันถึง 6 แบบด้วยกัน(ในหนังสือใช้คำว่า motivation outlook ผมขออนุญาต ใช้คำตามนะ)
คือ
1.disinterest motivation outlook: สิ่งที่ทำอยู่นี้มันไม่มีสิ่งที่น่าสนใจสักอย่างเดียว และฉันไม่อยากทำมัน เพราะไม่รู้จะทำมันไปทำไม ทำเพราะอะไร โดยทั่วไปแล้ว เราจะคิดว่ากลุ่มคนที่ขี้เกียจทำงานนั้น อยู่ใน category นี้ทั้งหมด ซึ่งจริงๆแล้วนั้น มันไม่จริง(ก็บอกแล้วไง ว่าที่คุณรู้มันผิด)

2.external motivation outlook: สิ่งที่ทำอยู่นี้ ฉันทำเพื่อลาภ ยศ ชื่อเสียง ฉันต้องอดทนทำงานนี้ เพราะฉันอยากได้เงิน ฉันต้องเข้าประชุมเพราะฉันอยากได้เลื่อนตำแหน่ง

3.imposed motivation outlook: สิ่งที่ทำอยู่นี้ ฉันทำเพราะกลัวการถูกลงโทษ ฉันจะโดนหักเงินเดือน ฉันจะโดนไล่ออก ฉันจะโดนเจ้านายด่า ฉันจะโดนตัดคะแนน หากฉันไม่ทำสิ่งนี้

4.aligned motivation outlook: สิ่งที่ทำอยู่นี้ ฉันทำเพราะฉันเห็นคุณค่าของมัน เช่น ผมเป็นหมอ แต่ผมก็เห็นคุณค่าของการพัฒนาคนด้วย เพราะฉะนั้น ผมเลยอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ แถมยังสรุปมาให้ทุกคนฟังอีกด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้เงินสักบาท

5.integrated motivation outlook: สิ่งที่ทำอยู่นี้ ฉันทำ เพราะมันคือความหมายของชีวิตของฉัน ฉันทำเพราะว่านี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของฉัน ยกตัวอย่าง สตีฟ จ็อบ คือ เค้าอยากจะเปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี ทำให้เราเห็นว่า สตีฟ จ็อบ ทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง ซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่ดีที่สุดในบรรดา motivation outlook ทั้งหมดสร้างพลังได้มากที่สุด เราจึงเห็นว่าแม้สตีฟ จ็อบจะป่วยเป็นมะเร็งก็ยังไม่หยุดทำงาน

6.inherent motivation outlook: สิ่งที่ทำอยู่นี้ ฉันทำเพราะฉันรู้สึกว่ามันสนุก ฉันจอยกับการทำมัน ที่จริงตัวอย่างชัดๆ ก็คือ การเล่นเกม หรือ ไปเที่ยว (แน่นอนว่าการทำงานบางอย่างก็เป็นเช่นนั้นได้) คือ แม้ว่าชีวิตชั้นจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นไกด์ที่ดีที่สุด หรือเป็นเกมเมอร์ที่เล่น dotA เก่งสุดในโลก และก็ไม่ได้ให้คุณค่ากับการท่องเที่ยว หรือเล่นเกมส์ แต่เราก็ยังรู้สึกสนุกที่จะทำมัน สำหรับการทำงานก็คล้ายๆกัน หลายๆคนอาจจะเคยผ่านช่วงเวลาที่เราทำงานอะไรสักอย่างมันจนลืมเวลาไป (ถ้าตามปิระมิดความสุขของ Maslow’s อันนี้จะถูกเรียกว่า Self- Actualization)

aaeaaqaaaaaaaaruaaaajdayngmwmtrmltczmditngizzs04zjcxlti2zjc4zdhingfmmg

สังเกตได้ว่า 3 อันแรกนั้นเป็น motivation outlook ที่ suboptimal (จริงๆ จะบอกว่า เป็นแบบที่ไม่ดีก็ได้ แต่ในหนังสือเล่มนี้บอกว่า ให้เราอย่าไปพยายามตัดสินว่าสิ่งที่เค้าคิด ชั่วหรือดี เพราะจะก่อให้เกิดการต่อต้าน และความตั้งใจที่เราอยากจะให้เค้าเปลี่ยนนั้น ไม่ประสบความสำเร็จ) ส่วน 3 อันหลังนั้นเป็น optimal คือเป็นแบบที่จะช่วยให้เค้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เราจึงควรที่จะเข้าใจว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเขาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำอะไร

การที่เราไม่เข้าใจว่า motivation ของคนแต่ละคนเป็นแบบไหน แล้วพยายามไป manipulate มันด้วยความเข้าใจผิด จะทำให้เกิดการ shift motivation outlook จาก optimal ไป suboptimal ได้ เช่นดังวิดีโอด้านล่างได้อธิบายไว้

https://www.youtube.com/watch?v=L0sCCOflIU0