วันนี้มีพี่ที่ทำงานมาถามผมว่า สมัยผมเป็นเด็กผมเรียนเก่งรึเปล่า

“เก่งครับ”

แล้วได้เรียนโรงเรียนดังๆมั้ย

“ใช่ครับ”

เป็นคำตอบที่ย้อนกลับมาดูอีกทีแล้วรู้สึกว่า ตัวเองช่างผยองเสียจริง แต่ตอนเด็กๆผมก็เรียนเก่งจริงๆ (โตมาก็โง่ลงเรื่อยๆ) แล้วก็เรียนโรงเรียนดังๆมาตลอด (ประสานมิตร ปทุมวัน เตรียม)

ผมเลยถามดูว่าทำไมพี่เขาถึงถามล่ะ

เขาก็ตอบว่า เขากังวลเรื่องลูก ลูกเขาจะเรียนไม่เก่ง (ลูกพี่เขาน่าจะอายุสัก  7-8 ขวบได้)

นี่คงเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองทุกคนห่วง คือห่วงอนาคตของลูก ลูกจะอยู่ได้มั้ย จะมั่นคงรึเปล่า แล้วก็ลงเอยด้วยการพยายามพาลูกไปอยู่ในโรงเรียนที่ดีที่สุด เรียนพิเศษให้มากที่สุด เพื่อให้เข้ามหาลัยที่ดีที่สุด แล้วก็จบออกมาทำงานกับที่ๆมั่นคงที่สุด (ผมคิดว่า พ่อแม่ผมก็คงเป็นห่วงผมแบบนี้เหมือนกัน)

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงครับ  แต่เป็นเรื่องจริงสมัย ร.5 จนถึงประมาณ 30 ปีที่แล้ว

สมัยที่องค์ความรู้ทั้งหลายในโลกนั้นกระจุกตัวอยู่เพียงแค่ที่บางที่  มีคนไม่กี่คนที่จะมีสิทธิพิเศษเข้าถึงความรู้เหล่านั้น  และคนที่มีความรู้พวกนั้นก็จะเก่งกว่าคนอื่นๆอย่างมาก  เพราะฉะนั้นวิธีที่จะเลื่อนฐานะทางสังคมได้มากที่สุด คือการเอาลูกเข้าโรงเรียน ยิ่งเรียนสูงเท่าไหร่ยิ่งดี   แต่มันคงไม่ใช่วิธีที่ได้ผลเท่าไหร่ กับสังคมที่คนจบปริญญาโทเดินชนกันให้ขวั่กเหมือนในปัจจุบัน

โลกนั้นเปลี่ยนไปมากครับ  องค์ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่หายากอีกต่อไป  ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงมัน  ถ้าคุณอ่านภาษาอังกฤษออกแล้วพยายามหาข้อมูลหน่อย ผมเชื่อว่าคุณก็น่าจะรู้ข้อมูลของโรคที่คุณหามากกว่าผม(ซึ่งเป็นหมอ)ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง  เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดบนโลกมาก่อน  และผมคิดว่าถ้าเราใช้วิธีการเรียนแบบเดิมๆกับโลกแบบใหม่  เราจะตายตอนทำงานครับ ต่อให้คุณจะเรียนหมอก็เถอะ

แล้วอะไรที่จะทำให้เราเหนือกว่าคนอื่น?

คำถามว่าทำยังไงจะเหนือกว่าคนอื่นผมเองก็อาจจะตอบไม่ได้ แต่ถ้าจะทำยังไงให้เหนือกว่าคอมพิวเตอร์ และจะไม่โดนหุ่นยนต์แย่งงานอย่างที่เกิดขึ้นที่โรงงานของไต้หวันล่ะก็ ผมคิดว่า วิธีที่เดียวคือเรื่อง creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ครับ  คอมพิวเตอร์นั้นเก่งเรื่องงานซ้ำซากกับข้อมูลมากๆ แต่กับเรื่อง creativity นั้นมันยังอ่อนด๋อยอยู่มาก จะใหัมันคิดเอาปลั๊กไฟของกาต้มน้ำมาแทนปลั๊ก macbook ของ apple อย่างที่ Steve Jobs คิดล่ะก็เป็นไปไม่ได้เลย (แต่ในอนาคตผมไม่แน่ใจ)

ช่วงหลังเลยมีคำนิยามเกี่ยวกับคนแบบตัว T คือ คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งมาก และก็มีความรู้เกี่ยวกับด้านอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในสายของตัวเองด้วย  คนแบบนี้จะสามารถจับนู่นมาชนนี่เกิดเป็นสิ่งแปลกๆใหม่ๆได้มากกว่าคนแบบตัว I หรือคนที่เชี่ยวชาญอย่างใดอย่างเดียว ไม่รู้เรื่องนอกสายตัวเองเลย

ซึ่งการจะทำให้คนๆหนึ่งกลายเป็นคนแบบตัว T ได้ คงไม่ใช่การส่งเขาเข้าโรงเรียนตัว T  ต่อด้วยการเรียนพิเศษแบบตัว T และเรียนมหาลัยแบบตัว T  แต่ต้องทำให้เด็กนั้นเกิดความกระหายใคร่รู้ด้วยตัวเอง และสร้างตัว T ขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง  และผมเชื่อว่าสิ่งที่จะทำให้เขาอยากเป็นตัว T มากที่สุด คือการได้เห็นพ่อแม่ของเขาเป็นตัว T

เราเลยควรต้องกลับมาถามตัวเองว่า แล้วเราได้ทำตัวเป็นตัว T ให้เขาเห็นแล้วหรือยัง
ปล. หากคุณยังไม่รู้ ตอนนี้ Google เลิกพิจารณามหาลัยหรือเกรดในการรับคนแล้วนะครับ

ปล2. ตอนนี้ IBM สร้างคอมพิวเตอร์ที่วินิจฉัยโรคและรักษาคุณได้แล้ว และเจ้าเครื่องนี้ก็มีในเมืองไทยแล้วด้วย
อ้างอิง

What I Wish I Knew When I Was 20: A Crash Course on Making Your Place in the World [Tina Seelig]