ผมคิดว่าหนึ่งในความเชื่อที่เข้าใจผิดกันมากที่สุดใน Management คือ ความเชื่อที่ว่าการให้เงินเพิ่มขึ้นจะทำให้คนทุ่มเทกับการทำงานมากขึ้น ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือหากใครทำงานได้ดีอยู่แล้ว เราก็ควรตอบแทนเขาด้วยเงินหรือรางวัลที่มากขึ้น

อ่าว มันไม่จริงได้ไง ในเมื่อคนเราทุกคนทำงาน ก็เพื่อต้องการหาเงิน(เยอะๆด้วย) ยิ่งเราให้เงินเยอะ เราก็ต้องได้งานเยอะเป็นธรรมดาสิ  ใครๆเขาก็ทำ

ใช่ นั่นเป็นสิ่งที่แทบทุกคนเชื่อ แต่เคยพิสูจน์มั้ยว่ามันเป็นเรื่องจริง

มีการทดลองที่อินเดีย ให้คนได้ลองมาเล่นเกมส์ที่อาศัยทักษะของมือควบคุม(ไม่ใช่เกมส์เสี่ยงดวง) โดยแบ่งกลุ่มคนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ถ้าเล่นชนะพวกเขาจะได้เงินเท่ากับการทำงาน 2 สัปดาห์ กลุ่มที่สองถ้าชนะพวกเขาจะได้เงินเท่ากับการทำงาน 1 เดือน กลุ่มที่สาม ถ้าชนะพวกเขาจะได้เงินเท่ากับการทำงาน 2 เดือน แต่ถ้าหากแพ้ พวกเขาก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า

คุณคิดว่าผลเป็นยังไงครับ?

กลุ่มที่หนึ่งกับสอง นั้นได้คะแนนจากการเล่นเกมส์พอๆกัน ส่วนกลุ่มที่สามที่มีโอกาสได้เงินเยอะที่สุดนั้น กลับได้คะแนนจากการเล่นเกมส์น้อยที่สุด (ในกลุ่มที่สามนั้น หลังจากเล่นเกมส์จบ มีคนขโมยเงินรางวัลที่วางอยู่แล้ววิ่งหนีไปด้วยซ้ำ)

คุณอาจจะบอกว่า เฮ้ย มันใช้ได้แค่กับคนจนๆ หรือคนอินเดียเท่านั้นรึเปล่า

เขาได้มีการทำซ้ำการวิจัยลักษณะนี้มาตลอดหลายสิบปี แม้กระทั่งทดลองกับนักศึกษา MIT ก็ยังให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน

(จริงๆแล้วที่เขาไปทดลองกันที่อินเดียเพราะ อินเดียมีค่าครองชีพที่ถูกกว่าประเทศตะวันตกมาก เงินแค่ 10-20 $ ซึ่งถือเป็นเศษเงินของอเมริกา คนอินเดียอาจจะต้องทำงานหลายสัปดาห์กว่าจะได้มันมา เพราะฉะนั้น นักวิจัยที่ต้องการศึกษาผลกระทบทางจิตวิทยาเรื่องเงินจึงมักมาทำวิจัยกันที่อินเดีย เนื่องจากมันถูกกว่า)

สรุปคือ การให้เงินหรือรางวัลที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ใช่แค่ทำให้ผลลัพธ์ไม่ดีขึ้น แต่ยังแย่ลงด้วยซ้ำ

เพราะอะไรครับ เขาบอกอย่างนี้ครับ

การทำงานที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดคือ ทำงานเพื่องาน เมื่อใดก็ตามที่เราเอาเงินเข้าไปล่อ แทนที่คนจะโฟกัสอยู่กับงาน พวกเขาก็จะถูกดึงความสนใจไปที่เงิน ในหัวของเขาก็จะเริ่มคิดหาหนทางที่จะได้เงินมากขึ้นแทนที่จะคิดหาหนทางที่จะทำงานยังไงให้ได้ดีขึ้น  ผู้บริหารหลายๆคนก็มักเจอกับความปวดหัวเสมอเวลาที่พยายามจะใช้ระบบรางวัลในการแก้ไขปัญหาเรื่องงาน เช่น โรงงานจักรยาน ประกอบจักรยานได้ไม่ทันกับความต้องการลูกค้า ผู้จัดการก็คิดระบบแก้ไขขึ้นมาว่า หากพนักงานคนไหนประกอบจักรยานได้เยอะ ก็จะยิ่งได้เงินพิเศษเยอะขึ้นตามไปด้วย หากคิดง่ายๆ วิธีนี้ก็ควรจะเป็นวิธีที่ได้ผล ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงครับ พนักงานประกอบจักรยานกันได้เร็วมากขึ้น แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือ จักรยานแต่ละคันถูกประกอบมาแบบลวกๆ เพื่อให้เสร็จเร็วๆ สุดท้ายคุณภาพจักรยานต่ำลงก็นำมาซึ่งปัญหาใหม่ที่อาจจะใหญ่กว่าปัญหาเดิมอีก

 

จะบอกว่า ให้เงินน้อยๆเลยดีที่สุดใช่มั้ย

 

ไม่ใช่ครับ การให้เงินน้อยเกินไป ก็จะทำให้คนๆนั้นต้องคิดหาหนทางที่จะได้เงินมากขึ้นเช่นกัน คิดดูง่ายๆ ว่าคนที่มีหนี้สินพะรุงพะรังก็คงไม่มีกะจิตกะใจมาทำงาน  สิ่งที่ผมต้องการบอกคือ เราต้องให้เงินพอที่พนักงานจะไม่ต้องพะวงกับมัน เพื่อที่เขาจะสามารถเอาพลังสมองของเขาไปมอบให้กับงานอย่างเต็มที่ได้  ผมได้วาดกราฟด้านล่างขึ้นมา เพื่อให้เราเห็นภาพกันชัดๆครับ แนวแกน x คือปริมาณเงิน ส่วนแนวแกน y คือ ประสิทธิภาพการทำงาน ตรงจุดเริ่มต้นเมื่อเงินน้อยมากๆ ประสิทธิภาพการทำงานก็น้อยตาม เมื่อเงินเพิ่มเรื่อยๆ ประสิทธิภาพการทำงานก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มาถึงจุดนึงมันก็จะหยุดครับ เงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น และเมื่อเพิ่มเงินขึ้นไปอีก เราก็จะมาถึงจุดที่เรียกว่าจุดโลภ คือ เงินนั้นมากพอที่จะสร้างให้คนเกิดความโลภ และเลิกสนใจที่จะทำงาน แต่สนใจวิธีหาเงินแทน

money-work graph

รู้อย่างนี้แล้ว ครั้งหน้าที่จะล่อใครให้ทำงานด้วยเงิน ก็คิดดีๆก่อนนะครับ

#management30th


ที่มา Daniel Pink, “Drive”
        Daniel Ariely, “Predictably irrational”

         Jurgen Appelo, “Management 3.0 #workout”