Brainstorm นี่เป็นวิธีการสร้างสรรค์ไอเดียที่ฮิตติดปากกันมาหลายปีแล้ว  ผมว่าหลายๆคนพอจะพูดถึงเรื่องการคิดไอเดียใหม่ๆ เจ๋งๆ คำว่า brainstorm นี่น่าจะหลุดมาเป็นคำแรกๆเลยล่ะ (เผลอๆอาจจะเป็นคำเดียวที่เรารู้จักด้วย)


จริงๆ brainstorm นี่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950  โดยคนที่คิดค้น brainstorm ขึ้นมาก็คือ Alex Osborne ซึ่งทำงานในเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำของโลก BBDO หลังจากที่ Osborne คิดค้นวิธีนี้เขาก็แต่งหนังสือแล้วก็ให้ทุนมหาวิทยาลัย Buffalo ในการสร้างสถาบัน creative education foundation ซึ่งตัวเขาเองก็มาเป็นอาจารย์ของสถาบันนี้เพื่อสอนวิชา creative problem solving (การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์)ด้วย เวลาผ่านไปสถาบันนี้ก็ยังคงอยู่และวิธี brainstorm ก็กลายมาเป็นหนึ่งในวิธีที่โด่งดังที่สุดในการสร้างไอเดียใหม่ๆ ที่บริษัทชั้นนำของโลกใช้กัน


วิธีการ brainstorm นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ มันมีหลักอยู่เพียง 4 ข้อ แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนยังไม่รู้ว่าหลักที่ออกมาจากบิดาผู้ให้กำเนิด brainstorm ว่ามันเป็นอย่างไร  หลายๆคนก็อาจจะเอามาใช้ผิด ใช้ถูก ผมเลยจะขอทบทวนหลักการ brainstorm ทั้ง 4 ข้อให้ทุกคนรู้อีกที

1.ไม่วิจารณ์  เราจะไม่มีการวิจารณ์ไอเดีย ว่าอันไหนดีไม่ดีอย่างไรระหว่างการ brainstorm

2.คิดอะไรก็ได้ ยิ่งบ้า ยิ่งห่าม ยิ่งประหลาด ยิ่งดี

3.เน้นปริมาณ เราต้องการไอเดียออกมาให้เยอะมากที่สุด เดี๋ยวไอเดียเจ๋งๆจะอยู่ในนั้นเอง

4.พยายามรวมหรือพัฒนาต่อยอดไอเดียที่ออกมาแล้ว


สิ่งที่เราต้องการเพิ่มก็คือคนนำกระบวนการ(facilitator)สักคน สมองอีกสัก 3-10 สมอง ไวท์บอร์ด โพสต์อิท จากนั้นก็ให้ทุกคนพูดไอเดียเกี่ยวกับหัวข้อนั้นๆออกมาให้มากที่สุด แล้ว facilitator ก็บันทึกมันลงบนบอร์ดให้ทุกคนได้เห็น พอได้เวลาอันสมควร(ประมาณ 45 นาที – 2 ชั่วโมง) ก็จะมาสรุปและทำการเลือกไอเดียที่ดีที่สุดกัน

วิธีการนี้เป็นวิธีสร้างไอเดียใหม่ที่ง่ายมาก ใครก็ทำได้ แล้วก็มักจะไม่ได้ผลด้วย

อ๊ะ ผมไม่ได้เขียนผิดครับ มันมักจะไม่ได้ผลจริงๆ!

SANYO DIGITAL CAMERA



ผมบอกแบบนี้คงมีผู้ชื่นชอบการ brainstorm เถียงคอเป็นเอ็นอยู่แน่ๆ เพราะทุกครั้งมันก็ดูจะได้ไอเดียอะไรออกมาใช้ตลอดนี่นา

จริงๆแล้ว มันก็ได้ผลครับ แต่มันอาจจะไม่ได้ผลเท่ากับอีกวิธีที่ต้องการทรัพยากรเท่ากัน และมันไม่ได้แพ้กันแบบเฉียดฉิวนะครับ แต่มันแพ้กันเป็น 2 เท่าตัวเลยทีเดียว

ยังไงครับ?

ในปี 1958 นักจิตวิทยา เริ่มเกิดความสงสัยเรื่องการ brainstorm พวกเขาจึงทำการวิจัยขึ้นมาโดยเอานักศึกษามา 48 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน  มอบโจทย์เหมือนกันให้ทุกกลุ่มแก้ปัญหา 2 กลุ่มแรกใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบ brainstorm ด้วยหลัก 4 ข้อของ osborne (link)
ส่วนอีก 2 กลุ่ม เขาให้ต่างคนต่างไปคิดไอเดียของตัวเอง แล้วค่อยเอาไอเดียของแต่ละคนกลับมารวมกันตอนจบ จากนั้นให้กรรมการมาตัดสินไอเดียที่ออกมาจากทั้ง 2 กลุ่ม

ผลเป็นยังไงครับ?

ไม่ว่าจะวัดด้วยปริมาณไอเดีย(ที่ไม่ซ้ำ) ความเป็นออริจินัล หรือ คุณภาพ ปรากฏว่า กลุ่มที่ต่างคนต่างคิดนั้นชนะเป็นสองเท่าของกลุ่ม brainstorm  
ซึ่งการทดลองลักษณะนี้ก็ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายสิบปี ปรากฏว่าผลก็ยังได้เหมือนเดิม

เฮ้ย!

ถึงตอนนี้ผมว่าหลายคนอาจจะรู้สึกตกใจกันแล้ว บางคนอาจจะปากสั่นมือสั่น แล้วบอกว่า มันไม่จริง ที่ผ่านมามันก็เวิร์คมาตลอดนะ  ไม่เป็นไรครับ สิ่งที่คุณเป็นอยู่ นักจิตวิทยาก็วิจัยมาแล้วเช่นกัน คือ เมื่อสอบถามกลุ่มที่แยกกันทำ กับกลุ่มที่ทำ brainstorm กลุ่มที่แยกกันทำมักจะรู้สึกว่ากลุ่มของตัวเองทำได้แย่กว่ากลุ่ม brainstorm และกลุ่ม brainstorm ก็คิดว่ากลุ่มของตัวเองทำได้ดีกว่ากลุ่มที่แยกกันทำเช่นกัน (แม้คะแนนของกลุ่มที่แยกกันทำจะมากกว่ากลุ่ม brainstorm เป็นสองเท่า)

“แล้วอย่าง IDEO ล่ะ ฉันได้ยินว่าเขาใช้ brainstorm กันเป็นกิจวัตร แต่พวกเขาก็ยังเป็นบริษัท design อันดับต้นๆของโลกนะ ถ้ามันไม่เวิร์คเขาจะใช้มันทำไมล่ะ? ”

ใช่แล้วครับ มีบริษัทมากมายที่ brainstorm แล้วก็ไม่เวิร์ค แต่ก็มีอีกหลายบริษัทที่สามารถ brainstorm แล้วเวิร์ค นั่นแสดงว่าพวกเขามีส่วนผสมพิเศษบางอย่างที่ทำให้มันเวิร์ค มันเป็นคืออะไร เรามาหาสาเหตุกันในตอนต่อไปครับ

 

references
Group Genius: The Creative Power of Collaboration: Keith Sawyer